พฤหัส. ก.ย. 29th, 2022
UFABETWIN

UFABETWIN ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนจำนวนมากที่ถูกจับเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันของนาซี 

UFABETWIN ต่างต้องสู้อย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอด แต่สำหรับ แฮร์รี ฮาฟท์ คำว่า “สู้” ของเขานั้นมีความหมายตรงตามตัวอักษร เขาถูกจองจำตั้งแต่วัยรุ่น และถูกบังคับให้สู้กับเพื่อนผู้ถูกกักกันเพื่อความบันเทิงของผู้คุม และความพ่ายแพ้ก็อาจจะมีความหมายถึงชีวิต

นี่คือเรื่องราวของนักมวยแห่งเอาชวิทซ์ เจ้าของฉายา  ที่ใช้กำปั้นเป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นักสู้ชาวยิว ชีวิตของ แฮร์รี หรือ เฮอร์เชล ฮาฟท์ นั้นเรียกได้ว่าต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาคือลูกคนสุดท้องจากพี่น้อง 8 คนของครอบครัวชาวยิวในเมืองเบลชาตอฟ ประเทศโปแลนด์ ที่เติบโตขึ้นมาจากแม่เลี้ยงเดี่ยว หลังพ่อของเขาจากโลกไปตั้งแต่แฮร์รี อายุเพียง 3 ขวบ

นอกจากนี้ เขายังเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติ เพราะแม้เมืองเบลชาตอฟที่เขาอาศัยอยู่จะมีประชากรชาวยิวเกือบครึ่ง แต่ในตอนนั้นกระแสต่อต้านยิวก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง

อลัน สกอตต์ ฮาฟท์ ลูกชายของแฮร์รีบอกว่า พ่อของเขาเล่าว่า ครูที่โรงเรียนมักจะเอ่ยปากชมนักเรียนชาวคริสต์อย่างออกหน้าออกตา กลับกันหากเป็นเด็กชาวยิวพวกเขาจะถูกทุบตีหากทำผิดเพียงเล็กน้อย

เช่นเดียวชีวิตนอกรั้วโรงเรียน เมื่อชาวยิวมักจะถูกทำร้ายจากคนที่ไม่ใช่ยิวอยู่เสมอ เนื่องมาจากคำสอนที่บอกให้เกลียดยิวที่ซึมซับมาจากโบสถ์หรือครอบครัว และมันก็ได้หล่อหลอมให้แฮร์รีกลายเป็นนักสู้

UFABETWIN

“แฮร์รีเข้าใจตั้งแต่เด็กว่าเขาจำเป็นต้องสู้และมีชื่อเสียงในฐานะนักสู้ ดังนั้น เขาจึงไม่ได้เป็นเหยื่อของพวกนั้น” 

อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่โหดร้ายกว่านั้นก็ค่อยๆคืบคลานมาหาแฮร์รีและชาวยิวในเมือง เมื่อในวันที่ 5 ตุลาคม 1939 หรือไม่กี่สัปดาห์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้น เบลชาตอฟก็ถูกยึดครองจากนาซีเยอรมัน

ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย ถูกจับเพราะไปช่วยพี่ชาย อันที่จริงก่อนที่นาซีเยอรมันจะเข้ามา เบลชาตอฟก็มีกลุ่มชาติพันธุ์เยอรมันที่พูดภาษาเยอรมันอาศัยอยู่บ้างแล้ว ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ต่างยินดีกับการมาถึงของเจ้านายคนใหม่

ตรงกันข้ามกับชาวยิวที่ชีวิตของพวกเขาต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะไม่ใช่แค่ถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังถูกบังคับให้ใช้แรงงานไปจนถึงบังคับให้มาอยู่รวมกันในชุมชนแออัดที่สร้างขึ้นมาใหม่

“ชาวยิวถูกเลือกจากท้องถนนอย่างเป็นระบบเพื่อไปใช้แรงงาน พวกเขาได้รับอนุญาตให้เดินกลางถนนเท่านั้น ขณะที่โบสถ์ของชาวยิวก็ถูกทำลาย” อลัน บรรยายในหนังสือ  “ชาวยิวทุกคนต้องสวมชุดดาวสีเหลืองของดาวิด ธนาคารของชาวยิวก็ถูกระงับ พวกเขายังถูกห้ามเดินทางและจำกัดเวลาออกจากบ้าน”

สำหรับแฮร์รีและครอบครัว ในช่วงแรกพวกเขายังเอาตัวรอดไปได้ หลังดำรงชีวิตด้วยการลักลอบขนของเถื่อนที่ทำให้พวกเขายังพอมีรายได้ และพวกเขาก็ไม่ลืมที่จะเจียดเงินเหล่านั้นมาช่วยเหลือเพื่อนชาวยิวในชุมชนแออัด

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งปี 1941 ก็มีประกาศจากเมืองให้ชายชาวยิวต้องไปลงทะเบียนกับตำรวจในท้องที่ อาเรีย พี่ชายแฮร์รีคิดว่ามันอาจจะทำให้เขาได้งานที่สุจริตทำจึงตัดสินใจไปลงชื่อกับทางการ

แต่ผ่านไปหลายชั่วโมง อาเรียก็ยังไม่กลับมา แฮร์รีที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ลงทะเบียนจึงอาสาออกไปตามหา และพบว่าพี่ชายของเขารวมถึงชาวยิวคนอื่นถูกขังรวมอยู่ในสถานีดับเพลิง

แฮร์รีตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อจากเจ้าหน้าที่เพื่อให้อาเรียพี่ชายแอบหนีออกมา ทว่ามันก็ทำให้เขาถูกจับเข้าไปอยู่ในสถานีดับเพลิงแทน และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตอันโหดร้ายในค่ายกักกันของแฮร์รี เริ่มจากการถูกส่งไปใช้แรงงานที่ค่ายพอซนาน ทางตะวันตกของโปแลนด์ ก่อนจะถูกย้ายไปที่ค่ายกักกันใกล้เมืองลอดซ์ สถานที่ที่ผู้คุมเรียกว่า “สุสาน”

UFABETWIN

จากตรงนั้นเราก็ถูกส่งไปยังเอาชวิทซ์ และมันก็เป็นสถานที่ที่แฮร์รีต้อง “สู้ ” เพื่อเอาชีวิตรอด

สร้างความบันเทิงให้ผู้คุม  แฮร์รีอยู่ที่ค่ายเอาชวิทซ์ได้ไม่นานก็ถูกส่งไปยังค่ายแรงงานที่เมืองจาวอซซา ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆค่ายสาขาของเอาชวิทซ์ ที่นั่นเขาถูกบังคับให้ทำงานหนักในเหมืองถ่านหินด้วยมือเปล่าโดยปราศจากเครื่องป้องกัน  แต่มันก็ทำให้แฮร์รีได้พบกับ เดียตริช ชไนเดอร์ นายทหารระดับสูงจากหน่วย SS หรือ ชุทซ์ชตัฟเฟิล ซึ่งเป็นหน่วยพิฆาตของนาซี ซึ่งเขาดูจะถูกใจแฮร์รีมากจึงให้การช่วยเหลือแฮร์รีอย่างลับๆ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า แฮร์รีจะต้องทำงานให้เขา

ในตอนแรก แฮร์รีคิดว่าชไนเดอร์เป็นคนมีน้ำใจ เพราะไม่เพียงแต่จะย้ายเขามาอยู่ในส่วนงานที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ยังเพิ่มปริมาณอาหารในแต่ละวันให้แฮร์รีเป็นพิเศษ  ทว่าสุดท้าย งานที่ชไนเดอร์ให้ทำ ก็ทำให้แฮร์รีรู้ตัวว่า เขาคิดผิดมาตลอด  “ตอนนี้แกตัวโตและเป็นยิวผู้แข็งแกร่งแล้ว เพื่อนเอ๋ย ฉันอยากให้แกเป็นผู้สร้างความบันเทิง” ชไนเดอร์บอกกับแฮร์รี  “แกกำลังจะไปให้ความบันเทิงแก่เพื่อนของฉัน รวมถึงเจ้าหน้าที่และทหารคนอื่น”

งานของแฮร์รีก็คือ ทุกวันอาทิตย์ เขาจะต้องขึ้นสังเวียนชกมวยกับเพื่อนชาวยิวในค่ายกักกันต่อหน้าผู้คุมด้วยหมัดที่มีเพียงถุงมือหนังห่อหุ้ม และการแข่งขันจะจบลงก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้หรือแข่งต่อไม่ไหว  ชไนเดอร์บอกว่า คนที่จะมาสู้กับแฮร์รีล้วนเป็นอาสาสมัคร แต่ทันทีที่เขาเห็นคู่ต่อสู้คนแรกก็ทำให้รู้สึกเสียดายที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าชไนเดอร์เป็นคนดี

“คู่ต่อสู้คนแรกเข้ามาในเวที แฮร์รีรู้สึกช็อกกับร่างกายของเขา เขาดูเหมือนคนที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่งที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูก มันชัดเจนสำหรับเขาในตอนนั้นว่าไม่มีอะไรยุติธรรมสำหรับไฟต์นี้”  “ตอนนั้นแฮร์รีอายุ 18 เขาตัวใหญ่และแข็งแกร่ง ชไนเดอร์ให้อาหารเขาอย่างดี เขาไม่ต้องทำงานหนักและถูกทรมาน แฮร์รีมองไปทั่วเวทีและเห็นความกลัวปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้ท้าชิง เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้อาสาขึ้นมา”

“แฮร์รีจำคำพูดของชไนเดอร์ได้ว่าการต่อสู้จะจบลงอย่างไร ซึ่งก็คือ เมื่อคนใดสู้ต่อไม่ไหว และตอนนี้เขาก็เข้าใจความหมายแล้ว”  และมันก็ทำให้แฮร์รีต้องเดินหน้าเท่านั้น นักสู้ไร้พ่ายแห่งค่ายกักกันนาซี  ในวันแรก แฮร์รีต้องชกกับคู่ต่อสู้ถึง 5 คน และเขาก็เอาชนะไปได้อย่างไม่ยากเย็น ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความสะใจของผู้คุม เช่นเดียวกับชไนเดอร์ที่นั่งอยู่บนแท่นขนาดใหญ่ราวกับกำลังชมสวนสัตว์มนุษย์

เขารู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องสู้เท่านั้นเพื่อความอยู่รอด และความพ่ายแพ้ก็อาจมีความหมายถึงความตาย เพราะเขาไม่เคยเห็นคู่ต่อสู้ของเขาอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากสิ้นสุดการชกในแต่ละไฟต์  “สมัยเด็ก ผมเคยฝึกต่อยมวยที่โรงเรียนจึงแข็งแรงมาก แต่ที่จาวอร์ซโน เมื่อการต่อสู้จบลง ผู้แพ้จะถูกพาไปโรงพยาบาล และถ้าเขาไม่ดีขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วันเขาจะถูกส่งไปที่เอาชวิทซ์”

UFABETWIN

By admins